|
อิงครัศม์ หิรัญกุลพันธ์wrote:
ทำไมคนเราจำเป็นต้องมีประกัน !!!
เพื่อนๆเห็นด้วยไหมคะ ว่ามนุษย์ทุกคนต้องเจอกับความจริง 4 ประการ เดียวจะเล่าให้ฟังว่ามันเป็นความจริงอะไร ถ้าเพื่อนๆคิดว่าตัวเองจะไม่เจอกับความจริงเหล่านี้แน่นอน เพื่อนๆก็ไม่จำเป็นต้องมีประกันละเน้อ ความจริง 4 ประการมันก็มีอยู่ว่า ความจริงข้อที่ 1 อายุสั้นเกินไป (ก็หมายความว่าการจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควรหรือตายน่ะ) เพื่อนที่ทำงานด้วยกันกะเราก็จากโลกนี้ไปแล้วคนนึง เค้าอายุแค่ 25 ปีเองนะต้องจากไปเพราะเป็นมะเร็งตับ โชคดีที่เค้าทำประกันชีวิตเอาไว้ แต่เค้าทำประกันก่อนหน้าที่จะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นมะเร็งไม่กี่อาทิตย์เอง เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่เค้าทำประกันชีวิตไปแล้ว 2 อาทิตย์ เค้าก็เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง เมื่อไปตรวจดู หมอก็บอกว่าเค้าเป็นมะเร็งตับ หลังจากที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเค้าก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงเดือนเค้าก็จากไป แต่ 1 อาทิตย์ก่อนจากไปเค้ามีปวดท้องรุนแรงมากพ่อกับแม่ต้องพาเค้าไปรักษาตัวให้หมอฉีดมอร์ฟีนให้เพื่อระงับอาการปวด ช่วงเวลาแค่ 1 อาทิตย์นั้นค่ารักษาพยาบาลปาเข้าไป 2 แสนกว่า พ่อกับแม่ก็ต้องไปกู้เงินมาเพื่อจ่ายค่าหมอ แต่สุดท้ายเค้าก็จากไป... เค้าทิ้งภาระไว้ให้พ่อแม่ที่อายุมากแล้วต้องทำงานหนักหาเงินมาใช้หนี้นั้น พ่อกับแม่ก็ได้แต่หวังว่าจะได้เงินที่ลูกทำประกันชีวิตไว้มาช่วยปลดหนี้ บริษัท AACP ที่เพื่อนได้ทำประกันไว้ ต้องใช้เวลาตรวจสอบนานพอสมควร เนื่องจากว่าเค้าทำประกันชีวิตไปได้ 2-3 เดือนก็เสียชีวิต บริษัทคิดว่าเค้ารู้ตัวมาก่อนรึเปล่าจึงมาทำประกัน บริษัทก็ตรวจสอบทุกโรงพยาบาลทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่เมื่อพบว่าเค้าไม่เคยมีประวัติการรักษามะเร็งที่ไหนเลย บริษัทก็จ่ายเช็คให้พ่อกับแม่เค้าไป 1 ล้านบาทได้ปลดหนี้ให้พ่อแม่ ส่วนที่เหลือก็ถือว่าเป็นค่าน้ำนมที่ท่านเลี้ยงดูลูกมา แต่เราว่าถ้าเพื่อนเรายังมีชีวิตอยู่ เค้าคงหาเงินเลี้ยงดูด้วยความรักตอบแทนพระคุณพ่อแม่ได้มากว่านี้อีกเนอะ มาดูความจริงข้อต่อไปดีกว่านะ ความจริงข้อที่ 2 อายุยาวเกินไป (ชีวิตบั้นปลายหลังจากเกษียณอายุ) ผู้สูงอายุบ้านพักคนชรา หรือวงเวียนชีวิตที่นำเรื่องราวคนแก่มาให้พวกเราดูทุกวี่วัน ดูทีไรน้ำตาอาบแก้มทุกที เป็นต้องรีบเปลี่ยนช่องหนีทันที อายุยาวเกินไปก็ดูเหมือนจะเป็นภาระลูกหลาน หรือเป็นภาระสังคม เราน่ะเชื่อแล้วล่ะว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนจริงๆ ไม่หวังพึ่งพาลูกหลาน (พูดยังกะว่าตัวเองแก่มากมายซะงั้น) แต่เราก็กำลังวางแผนเตรียมรับมือกับความชราที่จะมาเยือนเช่นกัน อย่าเพิ่งขำกันนะคร้า มันเป็นเรื่องจริงที่เราต้องเผชิญกับมันนะ เพื่อนๆเคยลองคิดเล่นๆกันบ้างปะว่าค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะประมาณเท่าไร สมัยพ่อกะแม่เราซื้อข้าวแกงจานละ 50 สตางค์เองง่ะ เวลาผ่านไป 30 ปี ข้าวแกงราคา 30-40 บาท เพื่อนๆคิดว่าอีก 30 ปีข้างหน้าข้าวแกงจะจานละเท่าไร เราคิดว่าน่าจะปาไปสัก 100 บาทนะ คิดๆไปแล้วตอนเกษียณอายุข้าวจานละ 100 บาท เรามาคำนวณกันเลยนะ อนาคตข้าวจานละ 100 บาท วันนึงเราต้องกิน 3 มื้อ 100 x 3 = 300 บาทต่อวัน กินข้าวหนึ่งเดือนใช้เงิน 300 x 30 = 9000 บาท กินข้าว 1 ปีใช้เงิน 9000 x 12 = 108,000 บาท ชีวิตหลังเกษียณ 15 ปีใช้เงิน 10,800 x 15 = 1,620,000 บาท เราต้องเตรียมเงินเฉพาะค่ากินข้าวแกงเป็นล้านเลยนะคะเนี่ย แค่ปัจจุบันนี้ตังค์เก็บยังมีไม่ถึงแสนเลยอ่ะ แล้วจะเอาเงินที่ไหนเผื่อไว้กินสำหรับอนาคตเป็นล้าน เหอะๆงานก็ทำไม่ไหว เงินที่เก็บออมในวัยทำงาน เก็บบ้าง ไม่เก็บบ้าง มันจะพอใช้ไหมนะ ไหนจะค่าใช้จ่ายในบ้าน แก่แล้วสุขภาพก็ไม่ค่อยดีต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ โอยพอก่อนดีกว่าปวดหัว นี่ความจริงแค่ข้อ 2 เองนะเนี่ย ไปต่อความจริงข้อที่ 3 อีก ความจริงข้อที่ 3 เจ็บป่วย เพื่อนๆคงเห็นด้วยกะเราแน่นอนว่าตั้งแต่เกิดมา ทุกคนเคยไม่สบาย เจ็บป่วย ต้องไปหาหมอกันบ้างล่ะ ถ้าใครไม่เคยเป็นนี่แปลกคนแล้วล่ะเน้อ... เจ็บป่วย เป็นไข้ ไม่สบาย เล็กน้อยเดียวก็หายกลับมามีสุขภาพดีเหมือนเดิมได้ แต่บางคนที่เค้าต้องเจอกับโรคร้ายนี่สิแย่เลย มะเร็งเอย โรคหัวใจ เบาหวาน ไต ความดันเป็นแล้วไม่หายและก็ไม่ตายสักทีมันช่างทรมานนะ ร่างกายไม่แข็งแรงทำงานก็ไม่ไหวหาเงินมาได้ก็ต้องเอามาจ่ายให้หมออีก บางคนเป็นภาระของครอบครัว ทำให้ต้องยืมนั้นผสมหนี้ กลายเป็นหนี้ก้อนโต แต่เราว่าโรคร้ายทุกโรคสมัยนี้มีทางรักษาหายได้ถ้ามีตังค์ แต่คนรากหญ้าอย่างเราๆ จะหาเงินจากที่ไหนได้ล่ะ นอกจากกู้เค้ามา ยิ่งไปกว่านั้นโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่เข้ามาอีก พากันแตกตื่น บางคนเป็นแล้วหายเพราะรักษาทัน ด้วยบริการที่ดีของโรงพยาบาลเอกชน ไม่ใช่ว่าโรงพยาบาลรัฐไม่ดีนะ แต่คนเยอะมาก รอคิวไปก่อน รอจนตัวเองต้องตาย.... เพื่อนๆ คงรู้จักนักร้องชื่อ คุณอิทธิ พลางกูล เจ้าของเพลง เก็บตะวัน เค้าเสียชิวิตไปหลายปีแล้วล่ะ เค้าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต้องใช้เงินรักษาตัวเยอะเหมือนกัน ขนาดเค้ามีประกันชีวิตนะ แต่ก็ไม่พอใช้ เพราะเค้าซื้อเบี้ยประกันไว้น้อย หลังจากที่เค้าจากไปเค้าก็ทิ้งภาระทุกอย่างไว้ให้ครอบครัว ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าเทอมลูกๆ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ภรรยาเค้าต้องขายทรัพย์สินในบ้าน เพื่อเลี้ยงชีวิต นี่ล่ะหนาชะตาชีวิตของมนุษย์ ความจริงข้อที่ 4 ทุพพลภาพ หลายๆคนคงคิดถึง คุณบิ๊ก ดีทูบีนี่ก็จากไปแล้วเช่นกัน เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำรักษาตัวสักพักหาย แต่โชคร้ายสมองติดเชื้ออีก จนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานแรมปี ไม่รู้ว่าหมดค่ารักษาไปกี่ล้านบาทนะ เค้าเป็นนักร้องชื่อดัง เจ็บป่วยก็มีคนคอยช่วยเหลือ ช่วยบริจาคให้ แต่สุดท้ายก็จากคุณพ่อคุณแม่ไป ลองคิดว่าถ้าเป็นเรามั่ง คงจากโลกนี้ไปนานแล้วล่ะ ไม่ใช่คนดังไม่มีใครรู้จัก จะมีใครมาช่วยบริจาคเงินให้เราล่ะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าพึ่งตนไม่ได้ก็ต้องกลายเป็นภาระให้ครอบครัวอีก เอาล่ะตอนนี้เพื่อนๆเห็นด้วยกับเราบ้างรึยังล่ะ ว่าคนเราจำเป็นต้องมีประกันชีวิตจริงๆ ถ้าต้องจากโลกนี้ไปจริงๆ เพื่อนๆจะเลือกจากไปแบบมีประกันหรือไม่มีประกัน และถ้าเลือกได้เพื่อนๆอยากมีประกันมากๆหรือประกันน้อยๆจ๊ะ วันนี้เรามีน้อยก็ทำน้อย มีมากเมื่อไรค่อยซื้อเพิ่มก็ได้ ประโยชน์ของการทำประกันชีวิต - เป็นการย้ายเงินออมให้เราได้มีเงินเก็บที่เป็นก้อนจริงๆไม่สูญหายไปไหน ถ้าเทียบกับการฝากไว้กับธนาคารเดี๋ยวเดียวก็หมดเพราะอดใจไม่ไหวต้องถอนออกมาใช้ ฝากธนาคารฝากง่ายถอนง่ายนะ ฝากกับประกันฝากง่ายถอนยากต้องรอให้ครบสัญญาถึงจะได้เงินก้อนมาพร้อมผลกำไร(ดอกเบี้ย) มากกว่าฝากธนาคาร -คุ้มครองการเสียชีวิต อย่างน้อยเราจากไปก็ไม่ทำให้คนข้างหลังต้องเดือดร้อน บางครอบครัวสูญเสียเสาหลักไป แต่ก็ยังมีประกันชีวิตที่ช่วยเอาไว้ให้ตั้งตัวลุกขึ้นมาสู้ชีวิตใหม่ได้ ถ้าคุณรู้จักแม่หม้ายและลูกกำพร้า ลองถามพวกเค้าดูสิคะว่าลำบากแค่ไหน ที่ต้องเป็นทุกข์เพราะสูญเสียคนสำคัญของครอบครัว และทุกข์ยิ่งกว่านั้นที่จะต้องต่อสู้กับชะตากรรมเพียงลำพัง -นำไปหักลดหย่อนภาษีบุคคล และนิติบุคคลก็ได้ด้วยนะ ว่าแต่ว่าก็ใกล้หมดเวลาซื้อเบี้ยเพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีแล้วนะจ๊ะ ต้องรีบๆกันหน่อยนะคะ เดียวจะเอาไปหักไม่ทัน อย่ามาหาว่าไม่บอกกันบ่ได้เน้อ -เป็นทุนการศึกษาของบุตร พ่อหรือแม่ที่ทำประกันนี้ไว้ให้ลูกพร้อมกับทำประกันสุขภาพด้วย สมมติวันนึงเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร การจ่ายเบี้ยประกันให้กับบริษัทก็จะหยุดไปแต่รู้ไหมคะ ว่าบริษัทยังให้ความคุ้มครองทุกอย่างเหมือนเดิมต่อไปจนครบสัญญาและลูกก็จะได้รับเงินเมื่อครบสัญญาทุกบาททุกสตางค์ด้วยน๊ะจ๊ะ วันนี้เราอยากชวนเพื่อนๆย้ายเงินฝากจากธนาคาร มาฝากไว้กับบริษัท AACP เราบ้างนะ เราไม่ใช่นางฟ้า หรือ เทวดาที่จะมาช่วยหยุดยั้งเหตุการณ์ร้ายๆที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เราจะคอยช่วยลดความเสี่ยงต่างๆนั้นลงได้ ประกันชิวิตอาจเปรียบเหมือนกับร่ม ที่วันไหนฝนไม่ตก แดดไม่ออก มันอาจเป็นภาระสำหรับเรา ถ้าวันไหนที่ฝนตก แดดออก แต่เราไม่มีร่มล่ะ เราก็เปียก ประกันชีวิตก็เช่นกัน วันนี้อาจเป็นภาระของเราแค่เพียงเล็กน้อย เมื่อไรที่เราไม่ได้อยู่บนโลกนี้ต่อไปแล้วประกันก็จะช่วยแบกรับภาระให้กับครอบครัวเราได้นะคะ สอบถามข้อมูลแบบประกันเพิ่มเติมได้นะคะที่ my facebook, kokorochang@hotmail.com
Jan. 21
|